เปิดตาเปิดใจ… หนาวนี้ ณ น่าน (แอ่วดอยน่านฝั่งตะวันออกตอนบน)
@2019-02-04 01:29:38
ผมพาคุณไปรับลมหนาวของปีด้วยกันในรีวิวนี้ … บ้านมณีพฤกษ์, ดอยผาผึ้ง, โครงการสถานีเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ สะจุก-สะเกี้ยง และ ดอยภูคา ทั้งหมดคือ สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามด้านฝั่งตะวันออกตอนบนของจังหวัดน่าน
อีกหนึ่งเทคนิคดีๆที่ผมอยากจะมาแนะนำในการท่องเที่ยวคือ “คอนแทคเลนส์”
ก่อนที่ไนท์จะพาไปเที่ยว ผมขอเล่าถึงอุปสรรคที่มักเป็นปัญหาในการท่องเที่ยว… ผมมีปัญหาสายตาคือ สายตาสั้น ประมาณ 125 และอีกปัญหาคือ ผมไม่ชอบใส่แว่นสายตา เพราะเป็นอุปสรรคในการท่องเที่ยว หรือทำกิจกรรมต่างๆ ยิ่งไปในสถานที่หนาวๆ แว่นมักจะเกิดฝ้า การใส่แว่นสายตาเป็นอะไรที่ผมไม่สะดวกมากๆครับ
การออกทริปแต่ละครั้งของผม นอกจากจะดูแลตัวเองเรื่องผิวหน้า การเตรียมสกินแคร์ รวมไปถึงกันแดด เพื่อให้ “หนังหน้า” เราดูโอเคตลอดทั้งทริป จะให้เราหน้าแย่ๆ ถ่ายรูปมาก็ไม่ดี เป็นสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดนะครับ อีกเรื่องที่ผมใส่ใจคือ “สายตา” ผมมักจะเตรียมคอนแทคเลนส์แบบ “1 Day” ไปออกทริปแล้ว เพราะความสะดวก ใส่แล้วทิ้งวันต่อวัน และยังปลอดภัยจากเชื้อโรคด้วย (ถ้าเทียบกับคอนแทคเลนส์รายเดือน เพราะเราอาจจะล้างไม่สะอาดพอ)
สวัสดีจ้าว … น่าน
ผมเริ่มต้นทริปนี้ที่จังหวัดน่าน โดยขับรถจากกรุงเทพฯ แวะไหว้พระชมเมืองน่านกันสัก 1 คืน สำหรับรอบนี้ผมพักที่โรงแรมสไตล์วินเทจน่ารักๆ “ศรีนวล ลอดจ์” ตึก 2 ชั้นตกแต่งด้วยของเก่า มีมุมให้นั่งเล่น มุมกาแฟ และยังมีแมวน่ารักชื่อ “แล้วแต่” ค่อยต้อนรับแขกที่มาพักอีกด้วยครับ … สำหรับการท่องเที่ยวเมืองน่านแบบ 1 วัน ผมเคยรีวิวไว้ที่นี้ >>> www.nightphoomin.com/nan
แล้วถ้าคุณเต็มอิ่มกับเมืองน่านแล้ว เตรียมตัวเดินทางไปรับลมหนาวต้นฤดู แอ่วดอยน่านฝั่งตะวันออกตอนบนด้วยกันเลยครับ …
บ้านมณีพฤกษ์ ดอยผาผึ้ง
เราเดินทางออกจากเมืองน่านตอนตี 3 เพื่อเดินทางไปบ้านมณีพฤกษ์ (หวังว่าจะได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นที่ดอยผาผึ้ง) หมู่บ้านที่อยู่บนสันเขาของอ.ทุ่งช้าง วิ่งไปตามทางหลวงชนบท น่าน 4017 จนสุดทางคือ จุดหมายปลายทางที่เรามาเป็นที่แรก ด้วยความที่เราไม่ชำนาญทาง ถนนมีความชำรุดเสียหายเป็นระยะ ทำให้ต้องขับช้าๆ แต่เมื่อเราขึ้นที่สูง เริ่มเห็นวิวภูเขาสลับซับซ้อน มีทะเลหมอกให้เห็นอยู่ไกลๆ เป็นภาพที่น่าประทับใจระหว่างการเดินทางครับ
ทำให้เรามาถึงที่นี่เวลา 7.oo น. แล้ว (พระอาทิตย์ขึ้นไปแล้ว) เราจอดรถที่โรงเรียนบ้านมณีพฤกษ์ เพื่อตามหาชาวบ้านที่สะดวกให้เราเหมารถกระบะเพื่อขึ้นดอยผาผึ้ง ซึ่งทางขึ้นดอยผาผึ้งจากหมู่บ้านนั้น เป็นดินเลนและดินโคลน ค่อนข้างดิบๆ และที่ประทับใจที่สุดคือ ชาวบ้านดูแลกันเอง โดยมีผู้บริหารส่วนกลางค่อยให้คำแนะนำ มีการจัดประชุมหมู่บ้านเพื่อหาแนวทางพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนเป็นระยะๆ … ซึ่งตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม จะเริ่มมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวในหมู่บ้าน ส่วนรายได้จะตกไปถึงชาวบ้านและส่วนหนึ่งจะถูกแบ่งไปพัฒนาหมู่บ้านโดยตรง และหมู่บ้านนี้ยังอยู่ในโครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงลุ่มแม่น้ำน่าน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ พื้นที่ที่ 6 จังหวัดน่าน
ผมได้พบกับ “รองกล้วย” ชายอายุ 33 ปี ที่เรียกว่ารองกล้วย เพราะเขาชื่อกล้วย ส่วนรองนั้น เรียกตามตำแหน่ง รองจากผู้หบริการหมู่บ้านอีกทีครับ ซึ่งรองกล้วยจะเดินทางพาชาวบ้านไปตัดแต่งต้นหญ้าและถนนที่มุ่งตรงไปสู่ดอยผาผึ้ง เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะมาครับ ผมเลยติดสอบไปกับรถรองกล้วย โดยค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 700 บาท (ใครนักท่องเที่ยวท่านไหน ไม่ได้ขับกระบะมา ควรจะใช้รถของขาวบ้านผู้ชำนาญทาง ซึ่งได้รับการอบรมมาเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยเหมาไปกลับ 700 บาทเท่านั้น)
ระหว่างทางขึ้นไปดอยผาผึ้งนั้น ผมได้ถามรองกล้วยเกี่ยวกับเรื่องบ้านมณีพฤกษ์เพื่อเป็นข้อมูลให้ทุกท่านได้รู้จักหมู่บ้านนี้มากขึ้น รองกล้วยเล่าว่า แต่ก่อนพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ของกองกำลังคอมมิวนิสต์ในไทย ถึงวางกองกำลังในหลายพื้นที่ของจ.น่าน พอปีพ.ศ.2526 มีการมอบตัวของแก่นนำและชาวบ้าน ทำให้ผู้คนที่อาศัยในป่า ขยับมาตั้งรกรากในพื้นที่ปัจจุบัน ซึ่งแต่ก่อนชื่อหมู่บ้าน “ฉงไผ่” และเปลี่ยนชื่อเป็น “มณีพฤกษ์” ตามผู้ที่ริเริ่มพัฒนาหมู่บ้าน ได้แก่ ตำรวจชื่อ “มณี” และนายทหารชื่อ “อนันต์พฤกษ์” นั้นเอง และในปัจจุบันชาวบ้านมีอาชีพทำการเกษตรและมีรายได้จากการท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาว
เดินทางจากหมู่บ้านมาถึงจุดชมวิวดอยผาผึ้ง ประมาณ 20 นาที แล้วเราก็เดินเท้าขึ้นไปอีกนิดหน่อย โดยจุดที่เป็นไฮไลท์จะเรียกว่า “ดอยผาผึ้ง 4” เพราะมีทั้งหมด 4 ดอย (สามารถเดินไปหากันได้ แต่ระยะทางไม่ห่างกันหนัก) จุดนี้มีความสูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,600 เมตร พื้นที่มีความเป็นธรรมชาติ ยังไม่ถูกรบกวนจากผู้คนภายนอก เพราะชาวบ้านดูแลเป็นอย่างดี มีระบบการจัดการ ไม่สามารถนอนพักค้างแรมในบริเวณนี้ ทุกคนต้องไปพักค้างคืนที่หมู่บ้านเท่านั้น เพราะป้องกันอันตราย และการกองไฟเป็นเหตุให้เกิดไฟป่า เป็นต้น
ผมมาถึงจุดนี้เวลา 9 โมง พระอาทิตย์ขึ้นไปไหนต่อไหน จนแดดเริ่มร้อน แต่ก็ยังมีความหนาวเย็น เรามองเห็นทะเลหมอกอยู่ไกลๆทางซ้ายมือ และเห็นทิวเขาหลวงพระบาง ชายแดนไทยลาวได้อย่างชัดเจน ภาพเทือกเขาสลับซับซ้อนแบบ 180 องศา ตรงหน้า เป็นอะไรที่คุ้มค่าที่ได้พยายามเดินทางมาถึงจุดนี้ … และผมหวังจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาสัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้าน นำรายได้สู่ชุมชม และภาพสวยๆกลับไปครับ … บอกแล้วเปิดตา เปิดใจ จะได้อะไรดีๆแน่นอน
โครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ สะจุก-สะเกี้ยง
จากบ้านมณีพฤกษ์ เราจะเดินทางกันต่อไปที่ โครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ สะจุก-สะเกี้ยง อยู่ทางตะวันออกตอนบนของจ.น่าน ติดกับทิวเขาหลวงพระบาง ฝั่งประเทศลาว หลังจากขับรถลงเขามาแล้ว สามารถเดินทางได้ 2 ทาง ทางแรก จากบ้านมณีพฤกษ์ ไปทางอ.ปัว เข้าบ้านบ่อเกลือ ขึ้นไปตามทางหลวง 1081 หรือทางที่สอง จากบ้านมณีพฤกษ์ ไปทางอ.เฉลิมพระเกียตริ ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองห้วยโกน ไปตามทางหลวง 1081
เมื่อถึงโรงเรียนขุนน้ำน่าน จะเป็นทางขึ้นไปสถานี จากจุดนี้ประมาณ 4 กิโลเมตร ก็ขึ้นไปถึงสถานีแล้วครับ ถนนมีความชำรุดเสียหายเป็นทางลูกรังอยู่เป็นระยะ ควรขับขี่อย่างระมัดระวัง แต่ตอนนี้(พ.ย.2559) เจ้าหน้าที่กำลังเร่งซ่อมแซมอยู่ครับ
เราเดินทางถึงสถานีในช่วงเย็น จอดรถข้างสำนักงาน ลักษณะอาคารชั้นเดียว มีลานอเนกประสงค์อยู่ด้านหน้า ทางขวามือคือ ไร่ชาอู่หลงขนาด 4 ไร่ มีบ้านพัก 5 หลัง สร้างอยู่กลางไร่ ซึ่งเราจะนอนกันที่บ้านพักหลังแรก ส่วนในช่วงเทศกาลท่องเที่ยว มีคนเดินทางมาที่นี้เยอะ ก็สามารถกางเต๊นท์นอนในจุดต่างๆได้ และที่นี้ยังมีโรงครัวให้บริการอาหารแก่นักท่องเที่ยวอีกด้วยครับ ในวันที่ผมมามีนักท่องเที่ยวมาพักเพียง 6 คนเท่านั้น … สบายๆ
หลังจากกลางคืนได้ดูดาวโดยมีทิวเขาอยู่เบื้องหน้า ตื่นเช้ามาแสงตะวันเริ่มสาดส่องไล่มาจากยอดเขาสู่ไร่ชาที่เรานอนอยู่ สายหมอกจางๆต้นหนาวมาทักทายเราอยู่ตรงหน้า อากาศช่วงกลางเดือนพ.ย.กับอุณหภูมิ 10 องศา เป็นอะไรที่ดีมาก สำหรับมนุษย์กรุงเทพฯที่โหยหาความหนาวเย็น ถ้าเป็นเดือนธ.ค.คงหนาวสุดๆ อุณหภูมิเลขตัวเดียวแน่นอน
… ส่วนค่าอาหาร 2 มื้อ เราจ่ายไปคนละ 200 บาทครับ (วัตถุดิบการทำอาหารมาจากโครงการแห่งนี้ทั้งหมดครับ)
สำหรับกิจกรรมวันนี้ เราเหมารถกระบะของเจ้าหน้าที่ในราคา 700 บาท เพื่อพาเราไปเรียนรู้วิถีการเกษตรของสถานี เพื่อเข้าใจชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านตามแนวพระราชดำริมากยิ่งขึ้น ถือว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตของผมที่ได้มาท่องเที่ยวและเรียนรู้สิ่งที่ในหลวงและพระราชินีทรงทำไว้ เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านในย่าน สะจุก-สะเกี้ยง ให้มีกินมีใช้มายาวนานถึง 20 ปีแล้ว ตั้งแต่สมเด็จพระนางเจ้าฯ เสด็จพระราชดำเนินมายังพื้นที่แห่งนี้และจัดตั้งโครงการในวันที่ 9 มี.ค. 2547
เจ้าหน้าที่ขับรถพาเราขึ้นไปตามถนนเลยขึ้นจากสถานีไปอีก ประมาณ 5 นาทีเราก็ถึงจุดสูงสุดของสถานี บริเวณนี้คือที่ปลูกสตอเบอรี่ สายพันธุ์ 80 ถึงลูกจะไม่ใหญ่มาก แต่หวานกรอบอร่อย (ที่เรียกสายพันธุ์ 80 เพราะมีการคิดค้นสายพันธุ์และพระราชทานเพื่อนนำมาปลูกในปีพระชนมายุ 80 พรรษาของพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล) ยังมีแปลงปลูกต้นมัลเบอรี่อีกด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เก็บไปขายเกือบหมดแล้ว ยังพอมีติดต้นให้เราได้ชิมกันสดๆอีกด้วย
ณ แปลงปลูกกระหล่ำ เราจะมองเห็นศาลาที่ประทับอยู่บนเนินสูง ซึ่งศาลาแห่งนี้สร้างหลังจากสมเด็จพระราชินีฯ เสด็จพระราชดำเนินมายังสถานที่เหตุนี้ ปัจจุบันจัดแสดงนิทรรศกาลภาพเล่าเรื่องราวความเป็นมาของสถานี และมีภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อน้อมถวายความอาลัยครับ
เรามาต่อกันที่ศูนย์เพราะพันธุ์สัตว์ ที่อยู่ถัดลงมาจากแปลงปลูกผลไม้ไม่ไกล ที่นี่เลี้ยงหมู, เป็ด, ไก่, แพะนม เพื่อนำไข่และนม ไปบริโภค ถือว่าเป็นอีกแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำริของพระองค์ท่านครับ
โครงการปิดทองหลังพระ เป็นอีกโครงการที่อยู่ใกล้ๆกับสถานีสะจุก-สะเกี้ยง จะต้องเดินทางขึ้นตามไหลเขาไปอีกที่หนึ่ง แต่อยู่ไปไกลกันมาก โครงการปิดทองหลังพระก่อตั้งขึ้นราวๆ 10 ปี เป็นโครงการที่ดูแลชาวบ้านเรื่องของการบริการจัดการการเกษตร สร้างความรู้ความเข้าใจ การทำการเกษตรและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน มีการรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรของชาวบ้าน เพื่อนำไปจำหน่ายต่อ ทั้งของสดหรือนำไปทำเป็นผลิตภณฑ์โครงการหลวงต่อไป
ถึงผมจะอยู่ที่นี่เพียงแค่คืนเดียว แต่ทำให้เราได้ใกล้ชิดธรรมชาติได้อย่างเหลือเชื่อ ได้มองเห็นทิวเขาทั้งฝั่งไทยและทิวเขาหลวงพระบางเป็นปราการกันพรมแดนไทย-ลาว และเหนือสิ่งอื่นได้ ผมได้มาเรียนรู้วิถีชีวิตผู้คนที่ทำมาหากินพึ่งพาแนวทางพระราชดำริหล่อเลี้ยงผู้คนในพื้นที่นี้กว่า 3,000 คน ถือว่าเป็นการใช้ชีวิตที่พอเพียงและยังยืน และที่สำคัญที่สุด ถ้าไม่มีโคงการหลวงเกิดขึ้น ชาวบ้านชาวเขาไม่รู้ว่าจะทำอาชีพอะไร จะต้องบุกรุกป่าไม้ไปเรื่อยๆ ฉะนั้นการสร้างความรู้ความเข้าใจ รวมถึงการจำกัดพื้นที่ทำการเกษตร ทำให้ชาวบ้านมีรายได้ และยังคงมีพื้นป่าที่สมบูรณ์ให้แก่คนรุ่นหลัง
ติดต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อเข้าพักโครงการ คุณแอม 0929311318
ดอยภูคา
อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ถ้าคุณเดินทางจากน่านมาทางอ.ปัว เดินทางไม่ไกลเท่าไหร่ แต่ถ้าคุณเดินทางต่อจากโครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ สะจุก-สะเกี้ยง จะต้องมาทางบ่อเกลือ อุทยานแห่งชาติดอยภูคาเป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ได้รับความนิยมแห่งหนึ่งของจังหวัดน่าน มีพื้นที่รองรับนักท่องเที่ยวมากมาย ทั้งบ้านพัก, ลานอเนกประสงค์เพื่อกางเต็นท์ รวมถึงพื้นที่ชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกที่สวยงาม โดยเฉพาะทะเลหมอกในยามเช้าก็มีให้เราได้เห็นกันด้วย (ค่าเข้าอุทยานคนละ 30 บาท รถยนต์คันละ 40 บาท)
เรามาถึงที่นี่ช่วงเย็นๆ ซึ่งวันที่ผมไปนั้นเป็นวันศุกร์ บ้านพักเต็มแล้ว เราจึงต้องไปนอนที่บ้านเกวียน ซึ่งบ้านเกวียนคล้ายกระท่อมเล็กๆที่สร้างอยู่บนเกวียน ไม่มีปลั๊ก ไม่มีพัดลม ไม่มีแอร์ มีแค่ไฟให้ความสว่างในตอนกลางคืน และใช้ห้องน้ำรวมครับ ราคา 300 บาท/คืน
หลังจากเราติดต่อเจ้าหน้าที่และนำของไปเก็บ เรารีบออกจากอุทยานฯ เพื่อไปยังจุดชมพระอาทิตย์ตก บริเวณ “ลานดูดาว” ซึ่งต้องเดินทางไปออกราวๆ 10 นาที พอมาถึงเราจะเห็นลานกว้างๆ มีนักท่องเที่ยวมากางเต๊นท์นอนในบริเวณนี้ด้วย ยังเห็นที่ศาลาประทับชมวิวที่สร้างไว้เมื่อครั้งสมเด็จพระเทพฯเสด็จพระราชดำเนินมาที่ลานดูดาวแห่งนี้เมื่อ 28 ก.พ. 2539
เวลา 17.30น. เป็นช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เริ่มตกแล้ว เรามองเห็นแสงสีทองค่อยๆลับหายไปหลังขุนเขา อากาศค่อยๆเย็นลง ถือว่าเป็นความเย็นสบายที่มาทักทายเราในช่วงต้นหนาว ผมยืนมองพระอาทิตย์ตกจนหลับขอบฟ้าไป เพราะไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนจะกลับมายืนในจุดนี้อีกครั้ง พอเริ่มมืดเราก็กลับไปที่อุทยานฯ ซึ่งเรากินอาหารเย็นกันที่นี่ คุณสามารถสั่งโรงครัวได้ทุกมื้อถ้าคุณต้องการ เราสั่งไว้มื้อเย็นและมื้อเช้า อาหารราคาเริ่มต้นที่ 40 บาทครับ
พระอาทิตย์ขึ้นเวลา 6.30น. เรารีบตื่นเพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้น ณ จุดชมวิวดอยภูคา ต้องเดินทางเลยลานดูดาไวปอีกระยะหนึ่ง เราลุ้นว่าจะได้เห็นทะเลหมอกอย่างที่เราตั้งใจไว้ไหม แต่เจ้าหน้าที่แจ้งมาว่า ทะเลหมอกในต้นหนาวจะไม่เยอะเท่าแบบเดือนธันวาคม พอเรามาถึง ณ จุดชมวิว เรามองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากหมอก ทะเลหมอก หรือ หมอกช้างขาดใหญ่มาทักายเราถึงระเบียงชมวิว ให้ความรู้สึกดีมาก อาหาศหนาวเย็น สายหมอกพัดผ่านตรงหน้า เป็นความรู้สึกที่สุดจะบรรยายจริงๆ
พอพระอาทิตย์เริ่มขึ้นสูง อากาศเริ่มร้อนขึ้น หมอกค่อยๆจางหายไปต่อหน้าต่อตาจนเรามองเห็นทิวเขาอยู่ไกลๆ มีทะเลหมอกที่ปกคลุมเมืองบ่อเกลือที่อยู่ด้านล่างได้อย่างชัดเจน ในเวลานั้นผมรู้สึกว่า ช่างเป็นเช้าที่คุ้มค่าแก่การตื่นขึ้นมาจริงๆ และผมก็หวังในใจว่า ถ้าใครได้อ่านรีวิวนี้ จะได้มาเยือนที่แห่งนี้แบบผม ได้มาทันสัมผัสหมอกที่มาอยู่รอบตัวคุณ แล้วค่อยๆจางถดถอยลงไปตามแนวทิวเขาเบื้องหน้าของคุณ … ถ้าคุณมาในช่วงเดือนธ.ค.-ม.ค. ทะเลหมอกจะหนาจนมาถึงระเบียงชมวิวเลยครับ
สุดท้ายนี้ เป็นยังไงกันบ้างกับหนาวนี้ ณ น่าน (แอ่วดอยน่านฝั่งตะวันออกตอนบน) ซึ่งพื้นที่ที่ผมกล่าวมาข้างต้นนั้น อาจจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ได้อยู่ในความคิดของหลายๆคน แต่ผมมีความเชื่อว่าหลังจากรีวิวนี้ออกไป จะมีผู้มาท่องเที่ยวตามรอยที่ผมได้มา โดยเฉพาะ ‘บ้านมณีพฤกษ์” และ “โครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ สะจุก-สะเกี้ยง” เพราะรายได้ที่มาจากนักท่องเที่ยว ถือว่าช่วยเหลือชุมชนให้ชาวบ้านมีกินมีใช้อีกทางหนึ่งครับ
แถมอีกนิด สำหรับทริปนี้ผมใช้คอนแทคเลนส์รายวัน “จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน” ข้อดีก็คือ ผลิตจากวัสดุซิลิโคนไฮโดรเจล ให้ออกซิเจนสามารถผ่านเลนส์เข้าสู่ดวงตาได้ดี ช่วยให้ตาไม่แดง มีสารช่วยกักเก็บความชุ่มชื่นไว้ในเนื้อเลนส์ เพื่อคงความชุ่มชื่น รู้สึกสบายตาตลอดการใช้งานที่ยาวนานในหนึ่งวัน นอกจากนี้ที่ผมชอบคือ ป้องกันรังสียูวีจากแสงแดดได้อีกด้วย
คอนแทคเลนส์ตัวนี้ ใช้ในทริปน่าน รวมถึงทริปอื่นๆ แล้วประทับใจมากครับ ตอบโจทย์การใช้งานได้ทุกครั้งไม่ว่าจะทริปไหนๆ เป็นสิ่งดีๆ ที่อยากบอกต่อ เป็นเรื่องของความใส่ใจดูแลสุขภาพดวงตา โดยส่วนตัวผมเคยใส่คอนแทคเลนส์ตัวนี้ 20 ชม. ยังรู้สึกสบายตาอยู่แล้ว แม้ผมจะอยู่ในอากาศหนาวเย็น หรือแม้แต่จะเผลอหลับไประหว่างทาง 2-3 ชั่งโมง ตื่นขึ้นมาไม่รู้สึกตาแห้งแต่อย่างใด ถ้าเทียบกับคอนแทคเลนส์รายเดือนที่ผมเคยใช้ ไม่มีทางที่จะรู้สึกสบายตาในสถานการณ์เดียวกันที่เกิดขึ้นครับ
สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถรับคอนแทคเลนส์ไปทดลองฟรีได้ที่ร้านแว่นตาชั้นนำทั่วไป
รายละเอียดเพิ่มเติมที่ >>> https://www.facebook.com/JJVisionCareThailand/
ติดตามเพจผมได้ที่
Facebook: https://www.facebook.com/NightPhoominOfficial
Instagram: www.instagram.com/nightphoomin
Twitter: www.twitter.com/nightphoomin